“พระธาตุหลวง”  งดงามทั้งพุทธศิลป์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวลาว

Last updated: May 12, 2019  |  2076 จำนวนผู้เข้าชม  |  Travel

“พระธาตุหลวง”  งดงามทั้งพุทธศิลป์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองชาวลาว


“สะบายดี” เป็นคำกล่าวสวัสดีอันแสนน่ารักของพี่น้องชาวลาว “ลาวไทยใช่คนอื่นไกล พี่น้องกันตราบนิรันดร์” อิอิ …วันก่อนผู้เขียนได้มีโอกาส เดินทางไปเยี่ยมเยียน สปป.ลาว งานนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากพ่อเมืองหนองคาย ท่านผู้ว่าฯ รณชัย จิตรวิเศษ และภาคเอกชน 3 บิ๊ก บริษัททัวร์ใหญ่ ประกอบไปด้วย กานตนา ทัวร์  นฤมลทัวร์” และ จิตรวิไลย อินเตอร์ทัวร์ ซึ่งทางผู้เขียนต้องกราบขอบพระคุณงามๆ ไว้ ณ ที่นี้   



วกกลับมาที่ พระธาตุหลวงเวียงจันทน์ (ภาษาลาว เรียก ພຣະທາດຫລວງ Pha That Luang) สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวลาว อันเป็นพระธาตุที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนหัวเหน่า ๒๗ องค์ ตั้งอยู่กลางกรุงเวียงจันทน์ นับเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมเหมือนกับพระธาตุพนม และสร้างขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันอีกด้วย  ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า อุรังคธาตุ ได้มาด้วยพระภิกษุ 5 รูปซึ่งได้ไปศึกษาพระปริยัติธรรมยังเมืองราชคฤห์ ประเทศอินเดีย ได้อัญเชิญพระธาตุดังกล่าวมายังพระนครเวียงจันทน์ เมื่อ พ.ศ.238

 
ในครั้งนั้น พระเจ้าจันทน์บุรีประสิทธิ์ศักดิ์ หรือบุรีจันอ้วยล้วย ซึ่งเป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรก ที่ขึ้นครองราชย์ ณ นครเวียงจันทน์เป็นราชธานี ได้โปรดให้สร้างอุโมงค์หินกว้าง 5 วา แผ่นหินหนา 2 วา ความสูงของอุโมงค์ 4 วา 3 ศอก พร้อมกันนั้น พระองค์ยังได้โปรดให้สร้างวัดให้พระสงฆ์ 5 รูปจำพรรษา 5 วัด แต่ทว่าในปัจจุบันนี้เหลือเพียง 2 วัด คือ วัดพระธาตุหลวงเหนือ และวัดพระธาตุหลวงใต้เพียงเท่านั้น  ระหว่าง พ.ศ. 294-322 หลังการสร้างพระธาตุหลวงเวียงจันทน์อยู่หลายสิบปี ครั้นเมื่อเวลาลุล่วงมาถึง พ.ศ.2109  พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรล้านช้างได้ทรงย้ายราชธานีจากเมืองเชียงทอง หรือหลวงพระบาง มายังนครเวียงจันทน์ พร้อมกับได้อัญเชิญพระแก้วมรกตจากนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเมืองของสมเด็จพระราชมารดาของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มาประดิษฐานยังนครเวียงจันทน์ (วัดพระหอแก้ว ซึ่งมีป้ายสื่อความหมายว่า พระแก้วมรกตได้เสด็จยังต่างประเทศ)

 
พระองค์ได้ย้ายราชธานีมาได้ 6 ปี จึงได้เห็นว่าพระธาตุหลวงเวียงจันทน์นั้นมีความทรุดโทรมมาก จึงโปรดให้สร้างองค์เจดีย์สถาปัตยกรรมล้านช้าง รูปดอกบัวตูม ครอบพระธาตุองค์เดิมมีความสูง 45 เมตร รายล้อมไปด้วยพระธาตุองค์เล็กอีก 30 องค์ โดยแบ่งออกเป็นฐานแรก ระเบียงชั้นสอง และองค์พระธาตุประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส แต่ละด้านมีบันไดพร้อมศาลาครอบ และกลีบดอกบัวล้อมชั้นฐานองค์พระเจดีย์ งดงามไปด้วยสีทองอร่ามทั้งองค์เจดีย์

ด้านหน้าประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ยิ่งใหญ่สุดอลังการงานสร้าง พร้อมด้วยประชาชน 35 ครอบครัว และที่ดินทำกินเพื่อให้เป็นข้ารับใช้คอยบำรุงพระพุทธศาสนา ส่วนรอบพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ มีวิหาร 2 หลัง ตั้งอยู่ทางทิศเหนือและทางทิศใต้  
 

ทั้งนี้เมื่อขึ้น 15 ค่ำเดือน 12 ของทุกๆ ปี จะมีงานนมัสการพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งจะจัดงานกันทุกๆ ปี ส่งผลให้มีประชาชนชาวลาวจากทั่วสารทิศเดินทางมาร่วมเฉลิมฉลองพระธาตุหลวงเวียงจันทน์ พร้อมกับชมมหรสพจำนวนมากมาย

 

หอพระแก้ว

 "หอพระแก้ว" นับเป็นโบราณสถานคู่เมืองประเทศลาว ซึ่งสถานที่แห่งนี้ เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต หรือพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งตั้งอยู่ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ประเทศลาว ปัจจุบันเหลือเพียงพระแท่นที่ประดิษฐาน เพราะพระแก้วมรกตองค์ปัจจุบัน ได้รับการอัญเชิญลงมาประทับที่กรุงเทพมหานคร  ในสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โดยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกเป็นผู้อัญเชิญ โดยมีแผ่นป้ายไม้หน้าหอพระแก้วจารึกว่า พระแก้วมรกตเสด็จยังต่างประเทศ ซึ่งให้ความรู้สึกกินใจกันทั้งชาวไทย และชาวลาวเป็นอย่างยิ่ง

ด้านการก่อสร้างหอพระแก้วนั้น เริ่มต้นเมื่อพระไชยเชษฐาธิราชที่ 1 ครองราชย์ ระหว่าง พ.ศ. 2019-2114  โดยมีกรุงศรีสัตนาคนหุตเป็นราชธานี (ซึ่งก็คือเวียงจันทน์) พ.ศ.2108  พระองค์โปรดให้สร้างวัดหอพระแก้วเพื่อประดิษฐาน “องค์พระแก้วมรกต” ที่พระองค์ได้อ้างสิทธิทางพระราชมารดา (อาณาจักรล้านนา เชียงใหม่) ได้นิมนต์พระแก้วมรกต ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่อาณาจักรล้านนา เชียงใหม่ มาประดิษฐานยังวัดหอพระแก้ว กรุงศรีสัตนาคนหุต ณ เวียงจันทน์
 

ถัดมาเมื่อ พ.ศ.2322 พระไชยเชษฐาธิราชที่ 3 (พระเจ้าศิริบุญสาร) ผู้ครองอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทน์ ระหว่าง พ.ศ.2294-2322 ได้ถูกพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 กรุงรัตนโกสินทร์ในภายหลัง) ยกทัพมาตีจนแพ้พ่าย และเสียกรุงให้กรุงธนบุรี ซึ่งในครั้งนั้น พระแก้วมรกต ที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดหลวงหอพระแก้ว จึงได้ถูกนิมนต์ให้ไปประดิษฐานยังกรุงธนบุรีนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
สำหรับหอพระแก้วที่พวกเราแลเห็นในปัจจุบันนั้น ถูกบูรณะขึ้นใหม่เกือบทั้งหมด ระหว่าง พ.ศ.2480-2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของเจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับเอกราช แม้หอพระแก้วปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไป แต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางมาสักการะบูชากันเป็นจำนวนมาก
 

ส่วนพิพิธภัณฑ์นั้น จัดแสดงพระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฎก ภาษาขอมและกลองสัมฤทธิ์ประจำราชวงศ์ลาว สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบ ร่มเย็นมีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหิน ในแขวงเชียงขวางวางตั้งอยู่ 1 ใบ อาณาบริเวณรอบๆ วัดสีสะเกดและหอพระแก้วเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสในสมัยยุคล่าอาณานิคมมาก่อน



ทั้งนี้ พระธาตุหลวง ยังเป็นสัญลักษณ์อยู่ในตราประจำแผ่นดิน และในธนบัตรของประเทศลาวอีกด้วย  ใครที่จะมาเที่ยวลาว ต้องห้ามพลาด…หากมิได้มาชักภาพ หรือถ่ายภาพเซลฟี่ ที่พระธาตุหลวงแล้วละก็ …ท่านก็ยังมาไม่ถึงเวียงจันทน์เด้อล่า…



หากเดินเที่ยวกันจนท้องร้อง จ๊อกๆ หากหิวมากๆ ไม่มีอะไรใส่ท้อง เดี๋ยวจะเที่ยวไม่สนุก “กองทัพต้องเดินด้วยท้องฉันใดก็ฉันนั้น” มาเวียงจันทน์ทั้งที ก็มีร้านอาหารอร่อยไว้คอยบริการจำนวนมากมาย แต่ที่ว่าอร่อยจริงๆ ทานแล้วต้องอมยิ้ม..ว่าอร่อย !! เช่น ร้านขอบใจเด้อ  เป็นร้านอาหารกึ่งบาร์ ตกแต่งด้วยอาคารทรง colonial เดิม มีไม้เลื้อยเกาะดูเท่ๆขลังๆ มีอาหารให้เลือกทั้งแบบ ฝรั่ง (เบอร์เกอร์ สเต็ก สปาเกตตี้) ลาว (ชุดน้ำพริก หมูย่าง เนื้อย่าง แหนม ปอเปิ๊ยะ) ไทย (ผัดไท ผัดซีอิ๊ว) จีน (ผัดหมี่ซั่ว) ให้เลือกรับประทานได้ตามใจชอบ ทีเด็ดอยู่ที่ “ยำแหนมกุ้งทอด-แหนมหมู” ในชื่อ Fusion Lao Snack อร่อยแทบติดปีกบิน โดยเฉลี่ยอาหารจานละ 80 -160 บาท และเป็นแนวสปาเก็ตตี้ และสเต็กจะเริ่มต้นที่จานละ 180-220 บาท



ถัดมาเป็น ร้านเฝอแซ่บ  ร้านที่มีสาขาในเวียงจันทน์ถึง 3 สาขา  (คนลาวเรียก ก๋วยเตี๋ยวรวมๆว่า เฝอ) มี เฝอหมู เฝอเนื้อ ถ้วย (อย่าเรียก “ชาม” ล่ะ ภาษาลาว จะหมายถึง กาละมัง)  ถ้วยน้อย ถ้วยโต และถ้วยจัมโบ้ แต่ว่า แค่ถ้วยน้อยก็ใหญ่เท่ากับบะหมี่บ้านเราที่กินกันจ้ะ ที่ร้านจะมีผักสารพัดมาให้คนละถาด และเครื่องจิ้มรสชาติเหมือนน้ำจิ้มหมูสะเต๊ะ ราคา 80-160 บาท

ร้านบางคำนาง เป็นอาหารพื้นเมืองลาวแท้ๆ เหมาะกับคนที่ชื่นชอบอาหารพื้นเมืองแนว ปิ้ง ย่าง เน้น เนื้อและกบ  สำหรับคนที่ชอบรสชาติกลางๆ (และไม่กินกบ) ก็แนะนำ ข้าวคั่ว (ข้าวผัด) ผัดขนมจีน (ผัดก๋วยเตี๋ยวใส่เห็ดหูหนู ผัก แล้วโรยด้วยข้าวตังกรอบ) ไส้อั่ว (หรือไส้กรอก) ไส้กรอกจะออกรสชาติกลางๆ ระหว่างไส้อั่วภาคเหนือของไทยผสมกันกับไส้กรอกอีสานภาคอีสานบ้านเรา  รสชาติจะออกมาแบบมันหอมกรุ่น ไม่จัดจ้านมาก ทว่าที่ร้านนี้ มีตรา “แม่ช้อยนางรำ” อีกด้วยนะ



ร้าน Mix น้ำพุ บริเวณศูนย์กลางของเมือง มี “สวนน้ำพุ” ที่สวยงาม เป็นแหล่งรวมร้านอาหารตอนกลางคืน มีดนตรีสดที่ร้องเพลง ไทย จีน ฝรั่ง (เพลงสมัยใหม่) มีทีวีจอยักษ์ฉายให้เบิ่งบอล ซึ่งที่สวนนี้มีร้านอาหารหลากหลาย ทั้ง ฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี เมนูเด็ดของร้านนี้ เช่น บาร์บีคิวไก่ ต้มยำไก่ลาด (ไก่บ้าน) หรือ ต้มยำทะเล ที่มีรสชาติเข้มข้นแซ่บเว่อร์  ปิดท้ายกันด้วย ร้านบ่เป็นหยัง  เป็นร้านอาหารกึ่งผับ ขายอาหารและเครื่องดื่มตอนกลางคืน อยู่บนถนนฟ้างุ้มริมโขง

 
สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเวียงจันทน์ ก็มีวิธีเดินทางไปได้หลายเส้นทางด้วยกัน ขึ้นกับว่าสะดวกทางไหน มีงบประมาณเท่าไหร่ สามารถเดินทางได้ทั้งทางรถ และ ทางเครื่องบิน ดังนี้

1. รถยนต์ส่วนตัว : เป็นการเดินทางที่นิยมโดยใช้เส้นทางถนนมิตรภาพ (2) เข้าหนองคาย วิ่งผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 (หนองคาย-เวียงจันทน์)

2. รถประจำทาง : มีรถประจำทางวิ่งรถระหว่างประเทศในเส้นทาง อุดรธานี – หนองคาย – เวียงจันทน์ และ ขอนแก่น – เวียงจันทน์ สามารถขึ้นรถได้ที่สถานีขนส่งประจำจังหวัด

3. เครื่องบิน : มี 3 สายการบินที่บินตรงกรุงเทพฯ – เวียงจันทน์ (ท่าอากาศยานนานาชาติวัดไต) ได้แก่ลาวแอร์ไลน์ บางกอกแอร์เวย์ และ Air asia ราคาค่าโดยสารไป – กลับ  เช็คราคาตั๋วก่อนเดินทางด้วยนะจ้ะ

4. เครื่องบิน + รถ : นอกจากนี้แล้วยังมีการเดินทางที่ผสมผสานระหว่างทางเครื่องบินและทางรถ เช่น นั่งเครื่องบินไปลงที่สนามบินอุดรฯ ต่อรถตู้ไปยังสะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 ข้ามแดนไปฝั่งลาว ต่อรถเข้าเวียงจันทน์



                สนใจ…สอบถามข้อมูลท่องเที่ยวได้ สนนราคามิตรภาพ ได้ที่  คุณกบ-มนัสพงษ์ เงินทนงค์ โทร.089-666-0222

Story/Photo : ปิโยรส อุทุมเทวา