"ชุมชนกุฎีจีน" ความงดงามที่ผสานความหลายหลากทางวัฒนธรรม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Last updated: Nov 18, 2019  |  687 จำนวนผู้เข้าชม  |  Travel

"ชุมชนกุฎีจีน" ความงดงามที่ผสานความหลายหลากทางวัฒนธรรม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

..เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา..ผมตื่นแต่เช้าพอตักบาตรเสร็จปั๊บ.ก็ว่าจะหาเรื่องท่องเที่ยวเขียนสักหน่อย.ถือเป็นการผ่อนคลายอารมณ์...เรื่องท่องเที่ยวกับคนไทยนั้น เป็นสิ่งคู่กันเลยทีเดียว...คนไทยชอบความสุข ความสนุก หลายๆ ท่านที่อยุ่ในกรุงเทพฯ คงอยากหาที่เที่ยวกันอยู่แล้ว แบบว่าเอาที่ที่เดินทางสะดวก ของกินตรึมแบบจัดเต็ม กลับก็ง่ายจะไปก็สะดวก ว่าอย่างนั้นเถอะ...



....ผมเป็นช่างภาพและนักเขียนที่ชอบเที่ยวดงพงไพร ไปมาแล้วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ได้เห็นทั้งความสุข ความเศร้าเคล้าน้ำตา เมื่อยามต้องพรากจากสถานที่ท่องเที่ยว ที่เรารัก...



...วันนี้ ผมขอเอาใจชาวชุมชนในกรุงเทพฯ กันบ้าง ถือเป็นทั้งการประชาสัมพันธ์ และสร้างรายได้ให้กับชุมชนกันนะครับว่ากันว่า แหล่งท่องเที่ยวชุมชน ถือเป็น "ช้างเผือก" ที่หลายๆคน เมื่อได้เข้าไปพบเจอ ก็ต้องติดอกติดใจ ในความงดงาม ทั้งสถานที่ท่องเที่ยว และน้ำจิตน้ำใจของชาวชุมชนกันเลยทีเดียว



....."ชุมชนกุฎีจีน" คือ แหล่งท่องเที่ยว ที่ผมนั่นหมายมั่นปั้นมือว่า จะไปเยี่ยมกันสักครั้ง ว่าแล้วก็หอบหิ้วเป้กล้อง เดินทางไปกันดีกว่า .....เพื่อนๆผมเคยถามว่า ทำไมชอบพักแถวๆ สามเสน ราชดำเนิน ผมก็เล่าให้ฟังว่า "ชอบอยู่ใกล้ๆ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยความผูกพันธ์ตั้งแต่ในวัยเด็ก เปิดทีวีดูข่าวทีไร ผมเห็นในหลวงและพระราชินี ทรงออกเยี่ยมประชาชนของพระองค์ทั้งคู่ ทั่วแผ่นดิน "ที่ใดที่ในหลวงทรงเสด็จ" ที่แห่งนั้นจะเปลี่ยนจากความแห้งแล้ง เป็นความเขียวขจีในอีกไม่นานนัก"



....วกกลับมาที่ "ชุมชนกุฎีจีน"หรือ “กะดีจีน” เป็นอีกหนึ่งชุมชนเด่นสวยริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงก่อตั้งกรุงธนบุรี แม้จะเป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว ที่ชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสได้ตั้งรกรากกันมา ทว่าเรื่องราวความเป็นมาของชาวชุมชนได้ถูกถ่ายทอดส่งต่อผ่านลูกหลานรุ่นแล้วรุ่นเล่า ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งในแง่ของวิถีชีวิต และความเป็นอยู่ระหว่างชาวพุทธ ชาวคริสต์ และชาวอิสลาม รวมไปถึงวัฒนธรรมที่หลากหลายของ ชาวไทย และพ่อค้าชาวจีนที่อยู่ในละแวกเดียวกันและด้วยความหลากหลายนี่เอง ที่นับว่าเป็นเสน่ห์ของชุมชนกุฎีจีนที่ชวนให้ทุกคนมาสัมผัสและหลงใหล



.....ประเดิมที่แรก ด้วย “โบสถ์ซางตาครูส (วัดกุฎีจีน)” ซึ่ง ซางตาครูส เป็นภาษาโปรตุเกส แปลว่า กางเขนศักดิ์สิทธิ์ โบสถ์ซางตาครูส จึงนับเป็นโบสถ์คาธอลิก ที่มีความเก่าแก่ที่ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2313 โดยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทานที่ดินเพื่อสร้างวัดแห่งนี้แก่ชาวโปรตุเกส แต่เดิมเป็นไม้สักทั้งหลังแต่ถูกไฟไหม้จึงได้รับการบูรณะใหม่โดยมีโครงสร้างเป็นปูน สถาปัตยกรรมเด่นของเป็นแบบเรอเนสซองส์ผสมนีโอคลาสสิก ส่วนยอดโดมสีแดงนั้นมีความเด่นเป็นสง่า มีรูปร่างคล้ายคลึงกับโดมของมหาวิหารฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี



......"ชุมชนกุฎีจีน" จะมีตรอกซอกซอยจำนวนมากมายให้ได้เดินสำรวจ พร้อมลวดลายภาพวาดที่มีสีสันสวยงามบนผนังที่มีให้เห็นอยู่ตลอดทาง นอกจากนี้ระหว่างทางเดินเราจะได้เห็์นนบ้านไม้เก่าสุดคลาสสิกเป็นจำนวนมากอีกด้วย ไฮไลท์เด่นของชุมชนนี้ อยู่ที่ “พิพิธภัณฑ์บ้านกุฎีจีน” ที่เปิดให้เข้าชมฟรี ชั้นล่างเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ น่ารักพร้อมเจ้าแมวอ้วนขี้อ้อนหางขอด ชื่อ"เจ้ามาฟฟริ้น" นอนตัวกลมบ๊อคให้ลูบหัวของมันเล่น ร้านกาแฟที่ว่านี้มีบรรยากาศสบายๆ อบอวลเหมือนได้นั่งจิบกาแฟอยุ่ที่บ้านกันเลยทีเดียว



....... ส่วนด้านบนจะจัดแสดงและบอกเล่าเรื่องราวของชาวคาทอลิค ที่มีเชื้อสายโปรตุเกส ชาวญวน ชาวจีน หรือแม้แต่ฝรั่งชาติอื่นๆ ที่เข้ามาในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยเฉพาะบุคคลในประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่าง "หมอบรัดเลย์" จากอเมริกาก็เคยอาศัยอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้อีกด้วย แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมผ่านสิ่งของเครื่องใช้จริงๆ ที่มีอยู่ในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ใครอยากเห็นวิวกุฎีจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาแนะนำให้เดินขึ้นบนชั้นลอย และดื่มด่ำบรรยากาศวิวสวยกันได้เลย



.

.........“ศาลเจ้าเกียนอันเกง อันเป็นศาลเจ้าจีนฮกเกี้ยนของชุมชนกุฎีจีน ที่สร้างถวายเจ้าแม่กวนอิม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ถือเป็นศาลเจ้าที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในฝั่งธนบุรี แม้จะมีความเก่าแก่ร่วมร้อยปี แต่ยังคงความสวยงามด้วยงานไม้แกะสลักที่แสนปราณีต และละเอียด รวมถึงภาพวาดที่ยังคงความสมบูรณ์



.

.........จากนั้นให้ไหว้พระขอพรกันที่ “วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร” อันเป็นพระอารามหลวง โดยเจ้าพระยานิกรบดินทร์ ได้สร้างถวายในหลวงรัชกาลที่ 3 ภายในวัดมี “พระพุทธไตรรัตนนายก” หรือที่คนจีนเรียกกันติดปากว่า “ซำปอกง” ซึ่งจำลองมาจากวัดพนัญเชิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายในพระอุโบสถยังมีพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปหล่อปางป่าเลไลยก์ ซึ่งนับได้ว่ามีความแปลกไปจากพระประธานทั่วไปที่มันเป็นปางสมาธิหรือปางมารวิชัย



.........นอกจากศาลเจ้าและวัดแล้ว อีกหนึ่งศาสนสถานที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวอิสลามในชุมชนกุฎีจีนก็คือ "มัสยิดบางหลวง" หรือ "กุฎีขาว" ที่มีจุดเด่นคือการออกแบบเป็นทรงไทยอันมีความแตกต่างจากที่อื่นๆ



........ก่อนกลับผมแวะพักเหนื่อย ด้วยการดอดเข้าไปชิม “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” ที่หากพลาดมิได้ลิ้มรสก็คงจะเรียกว่ายังมาไม่ถึง ขนมฝรั่งกุฎีจีนเป็นขนมลูกผสมระหว่างจีนกับฝรั่ง รสชาติคล้ายขนมไข่ ตัวขนมนั้นเป็นตำรับขนมโปตุเกส มีส่วนผสมของแป้งสาลี ไข่เป็ด และน้ำตาล ที่ผสมให้เข้ากันแล้วนำไปอบในเตาถ่าน ส่วนหน้าของขนมมีลูกเกด ลูกพลับ หรือฟักเชื่อม และน้ำตาลทราย โดยในบริเวณชุมชนมีบ้านที่ยังทำขนมอยู่ 3 บ้าน ได้แก่ ร้านหลานแม่เป้า ร้านธนูสิงห์ และร้านป้าอำพัน



.

........เที่ยวสนุกๆ แบบ 'One day trip' ก็หาได้ไม่ยากครับในกรุงเทพฯ จะเดินทอดน่องหรือจะปั่นจักรยาน พกกล้องคู่ใจมาสักตัว ก็สนุกสนานได้ครับ...อย่าลืมพกน้ำดื่มมาสักขวดขนาดย่อมๆ เพราะอากาศอาจจะร้อนสักนิด...เที่ยวเท่ห์ๆ ใกล้กรุง ที่"ชุมชนกุฎีจีน" สวัสดีครับ...

.........................................................................

เรื่อง/ภาพ : ปิโยรส อุทุมเทวา บรรณาธิการ