สภาอุตฯชี้ ผลพวงไวรัสโควิด-19 ทำเศรษฐไทยทรุด ! พร้อมเสนอแนะให้รัฐฯดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

Last updated: Apr 10, 2020  |  148 จำนวนผู้เข้าชม  |  Business news

สภาอุตฯชี้  ผลพวงไวรัสโควิด-19 ทำเศรษฐไทยทรุด ! พร้อมเสนอแนะให้รัฐฯดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน


เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ชัดเจนขึ้น โดยเกือบทุกเครื่องชี้เศรษฐกิจหลักหดตัวลง ทั้งการท่องเที่ยว การส่งออก การผลิตและการลงทุน มีเพียงการบริโภคสินค้าไม่คงทนที่ยังขยายตัว ทั้งนี้ ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายน เครื่องชี้เศรษฐกิจจะยังอยู่ ในภาวะที่แย่ลงต่อเนื่อง เพราะแม้สถานการณ์การระบาดในจีนจะทยอยคลี่คลาย แต่การระบาดนอกจีนและในประเทศไทยที่ยังรุนแรง ทำให้นานาประเทศออกมาตรการควบคุมเพิ่มเติม เช่นเดียวกับในประเทศไทยที่ภาครัฐประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 และมีมาตรการขอความร่วมมือปิดสถานประกอบการในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯและปริมณฑล  

การระบาดของ COVID-19 ไม่เพียงส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะถดถอย โดยองค์การระหว่างประเทศหลายสถาบันต่างทยอยปรับลดประมาณการเศรษฐกิจหลักในโลกลง สำหรับเศรษฐกิจไทยเองก็หนีไม่พ้นที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยเช่นกั นโดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 นี้ และเป็นไปได้ที่ภาครัฐอาจจำเป็นต้องออกมาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ

·       ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ที่ประชุม กกร. มองว่า แม้ภาครัฐจะมีมาตรการดูแลและเยียวยาผลกระทบระยะที่ 1-2 และเตรียมที่จะมี มาตรการออกมาเพิ่มเติม รวมถึงมีมาตรการจาก ธปท. และสถาบันการเงินต่างๆ แต่โดยรวมแล้วก็อาจจะไม่ สามารถทดแทนผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อภาคธุรกิจและประชาชน จากการขาดรายได้และการหยุดหรือปิดกิจการ โดย กกร. ประเมินความเสียหายต่อเศรษฐกิจไทยอาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านล้านบาท และกระทบการจ้างงานหลายล้านคน นอกจากนี้ หากการระบาดของ COVID-19 สามารถยุติลงได้ภายในช่วงครึ่งปีแรก การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ให้เข้าสู่ภาวะปกติก็คงต้องใช้เวลา


·          ภาคเอกชนขอขอบคุณที่ภาครัฐ เห็นถึงความสำคัญของประชาชนคนไทย โดยเฉพาะ มาตรการในการยับยั้งการแพร่ กระจายของโรค COVID-19 ที่เข้มข้น มุ่งเน้นการควบคุมการแพร่ระบาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้ส่ งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม การผลิตและการบริการเป็นวงกว้าง ภาคเอกชน พร้อมติดตามเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง และได้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ บางส่วนทำงานที่บ้าน (Work From Home) ตั้งแต่กลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกั นรณรงค์ไปยังเครือข่ายสมาชิก ทั้ง 3 องค์กร เพื่อปฏิบัติตามแนวทางที่ภาครัฐได้ออกมา ซึ่งถือเป็นเรื่องดี

·          เมื่อวานนี้ ต้องขอบคุณภาครัฐที่อนุมัติ มาตรการดูแลและเยียวยา COVID-19 ระยะที่ 3 ทั้ง พรก.กู้เงิน การเลื่อนกำหนดชำระหนี้ให้ SMEs การจัดสรรสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำช่ วย SMEs  เป็นต้น โดยทางกกร.จึงยังไม่มีการพิ จารณาปรับ GDP ในเดือนนี้ เพื่อรอประเมิ นผลกระทบจากมาตรการต่างๆที่มติ ครม.ออกมาอย่างต่อเนื่อง  กกร.มีมติจัดตั้ง E-Commerce Platform เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้ เข้าถึงตลาดใหม่ๆได้มากขึ้น

·          นอกจากนั้นแล้ว เรายังอยากเสริมในประเด็นของทั้ ง แรงงาน ลูกจ้าง เพิ่มเติม เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการหารือกันในวันนี้ โดยภาคเอกชน ได้มี ข้อเสนอเพิ่มเติมต่อมาตรการช่วยเหลือด้านแรงงานจากสถานการณ์ โควิด-19 ดังนี้

 

มาตรการด้านผู้ประกอบการ

1.  ขอให้ภาครัฐพิจารณาออกคำสั่งปิดกิจการของรัฐ ให้กับผู้ประกอบการโรงแรมหรื องานบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าข่ายกิจการที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งปิดกิจการของรัฐ และพนักงานจะได้เงินชดเชยตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด (โดยยกเว้นให้โรงแรมหรือบริการอื่นๆ ที่มีความจำเป็น สามารถเปิดกิจการโดยความสมัครใจ อาทิ  เป็นที่พักบุคคลากรทางการแพทย์ หรือ ที่พักของผู้กักตัว เป็นต้น)

2.    ขอให้ปรับลดค่าไฟฟ้า 5% ทั่วประเทศ และปัจจุบันต้นทุนค่าน้ำมันได้ ลดลงอย่างมาก จึงขอให้ค่า FT สะท้อนถึงต้นทุนที่แท้จริงด้วย

3.    เพิ่มสภาพคล่องโดยการอัดฉี ดวงเงินใหม่ให้กับภาคธุรกิจ ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 2% โดยให้ บสย.ค้ำประกันวงเงินกู้เพิ่มจาก 40% เป็น 80%

4.    ให้ภาคเอกชนหักค่าใช้จ่ายได้ 3 เท่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการป้องกั นการระบาดของ Covid-19

5.    รัฐจัดสรรงบประมาณในการจ้างงาน ซื้อสินค้า จากผู้ผลิตในประเทศ (Made-in-Thailand) ในราคาที่เหมาะสม โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องใช้ใน Covid-19

มาตรการด้านแรงงาน

1.ขอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการเพิ่ มเติมให้แรงงาน ลูกจ้าง ที่อยู่ในระบบประกันสังคม ได้รับการชดเชยรายได้  โดยพนักงานที่เข้าระบบ Leave without pay จะไม่สามารถได้รับเงิ นชดเชยการหยุดกิ จการของสถานประกอบการชั่ วคราวจากคำสั่งของรัฐ และไม่เข้าหลักเกณฑ์เยียวยา 5,000 บาท ดังนั้น ควรมีมาตรการชดเชยช่วยเหลื อจากสำนักงานประกันสังคม โดยจ่ายเงิน 50%  ของค่าจ้าง ตามที่ส่งเงินสมทบกองทุนประกั นสังคม


2.      อนุญาตให้มีการจ้างงานรายชั่วโมง เพื่อป้องกันปัญหาการเลิกจ้ างแรงงาน โดยกำหนดค่าแรงขั้นต่ำ 325 บาทต่อวัน คิดเป็น ชั่วโมงละ 40-41 บาท ต่อการจ้างงานไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง และ ไม่เกิน 8 ชั่วโมง/วัน (ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน)

3.      ลดอัตราเงินสมทบของนายจ้าง จาก 4% เหลือ 1% ให้เท่ากับผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 

4.    เสนอให้รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลื อแรงงานที่เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาทโดยยังได้รับ  เงินเดือน 75% และไม่ตกงาน รวมทั้งสามารถช่วยเหลือ โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 ที่มีโอกาสปลดแรงงานออก สามารถที่จะจ่ายเงินเดือนในจำนวนเงิน 75% ของเงินเดือนที่ได้รับปกติ โดยภาครัฐสนับสนุนค่าจ้างเงินเดือน 50% (จากประกันสังคม) และบริษัทเอกชนจ่ายอีก 25% ให้พนักงานและแรงงานที่มีเงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท

5.    บริษัทสามารถนำค่าใช้จ่ายด้านเงินเดือนค่าจ้างแรงงานมาใช้ หักภาษีได้ 3 เท่าในช่วงระหว่าง COVID-19 ระบาด 
 

มาตรการด้าน Logistic

ปัจจุบันแต่ละจังหวัดมีการประกาศมาตรการไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดปัญหาในการขนส่ง กกร.จึงขอเสนอให้ ศบค. ประกาศมาตรการจากส่วนกลางเพื่ อปฎิบัติเหมือนกันทั่วประเทศ โดยขอให้ กกร. มีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรการเพื่อให้สามารถปฎิบัติได้ 


          สุดท้ายนี้ ภาคเอกชนพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ในการทำงานบูรณาการ กับหน่วยงานต่างๆ  ทั้งในช่วงภาวะฉุกเฉิน และหลังวิกฤตการณ์ COVID-19 เพื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป