สกสว. จับมือ สนง.เลขาธิการวุฒิสภา เซ็น MOU สานพลังงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ

Last updated: Jul 26, 2020  |  36 จำนวนผู้เข้าชม  |  Hot news

สกสว. จับมือ สนง.เลขาธิการวุฒิสภา เซ็น MOU สานพลังงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ


            สกสว. ร่วมกับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการนำผลงานทางวิชาการและผลงานการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ ครอบคลุมกิจกรรมใหม่ มุ่งหวังเป็นต้นแบบในการเชื่อมโยงกลไกส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ โดยได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภาเป็นประธานในพิธีลงนาม   ที่ห้องประชุม อาคารสุขประพฤติ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ศาสตราจารย์ นายแพทย์สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมด้วย นายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกันลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการนำผลงานทางวิชาการและผลงานการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ ระหว่าง สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา กับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ได้ขยายขอบเขตการร่วมใช้องค์ความรู้ด้านวิชาการจากงานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ

 

            ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการนำผลงานทางวิชาการและผลงานการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติในวันนี้ เป็นการสานต่อการทำงานร่วมกันของทั้งสองหน่วยงานนับตั้งแต่ พ.ศ.2553 ขณะนั้นเดิมคือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ได้ผลักดันโครงการต่าง ๆ หลากหลายรูปแบบจนกระทั่งเกิดความเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย ฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นกลไกเชิงสถาบันในการส่งผ่านข้อมูลและข้อค้นพบจากงานวิจัยของไปสู่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นรูปธรรม กระทั่งปัจจุบัน สกว. ได้เปลี่ยนบทบาทเป็น สกสว. สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทำหน้าที่จัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ สกสว. ยังมีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือ การพัฒนาระบบและกลไกส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ให้มีการนำผลงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในมิติต่าง ๆ จึงมีการสานต่อความร่วมมือนี้เพื่อก่อให้เกิดการสร้างเครือข่ายการเชื่อมโยงงานวิจัยกับภาคนโยบาย ฝ่ายนิติบัญญัติ มุ่งหวังให้เป็นกลไกเชิงสถาบันในการส่งผ่านข้อมูล ข้อค้นพบ และองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่ฝ่ายนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม

             สาระสำคัญของการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ทำให้เกิดการขยายขอบเขตความร่วมมือกิจกรรมใหม่ ประกอบด้วย 1) การเชื่อมโยงงานวิจัยและเครือข่ายนักวิจัยในระบบ ววน. ทั่วประเทศมาให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์กับทางนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นการขยายฐานแหล่งข้อมูลที่สามารถนำมาตอบสนองความต้องการให้กว้างขวางออกไปมากขึ้นกว่าเดิม โดยการเชื่อมโยงนี้จะมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนา National Platform การวิจัยต่อไป 2) การพัฒนากลไกติดตามการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ให้เป็นระบบมากขึ้น และ 3) การศึกษาหาลักษณะและช่องว่างในการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะช่วยให้ สกสว. มีความเข้าใจถึงความต้องการงานด้านวิชาการของฝ่ายนิติบัญญัติได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ สกสว. มุ่งหวังให้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการพัฒนาเป็นระบบหลัก หรือ Backbone System ที่เชื่อมโยงระหว่างสองหน่วยงาน และท้ายที่สุดสามารถนำไปสู่การพัฒนาเป็นระบบต้นแบบที่สามารถนำไปเป็นแบบอย่างให้กับภาคีอื่น ๆ ที่อยู่ในระบบได้ในอนาคต ตลอดจนการพัฒนาห้องสมุดออนไลน์ (E-Library) ที่สามารถสืบค้นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกระบวนการนิติบัญญัติ

 

            อย่างไรก็ตาม สกสว. มุ่งหวังว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วยการนำผลงานทางวิชาการและผลงานการวิจัยไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการนิติบัญญัติ จะเป็นกลไกเชิงสถาบันในการส่งผ่านข้อมูลองค์ความรู้และข้อค้นพบจากงานวิจัยที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมไปสู่ฝ่ายนิติบัญญัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเป็นต้นแบบในการขยายเครือข่ายการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในมิติต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต 

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง